พักหลังๆ มานี่ ผมนอนไม่หลับบนรถรับส่งของบริษัทเหมือนที่ผ่านๆมา  ถึงจะพูดว่า 'พักหลังๆ' แต่มันก็แค่ สองสาม วันนี่เอง ผมตื่นราว 4:45 AM เพียงเพื่อนเล่นกีตาร์ ก่อนอาบน้ำแหละหลัง ช่วงละ 15 นาที นั่นทำให้สมองตื่นตัว จนผมนอนไม่ค่อยหลับ และ เวลาเลิกงาน ใจมานก็จดจ่ออยู่ที่ guitar อยากจะรีบกลับไปเล่นไวๆ ที่คึกคะนองแบบนี้ ส่วนนึงน่าจามาจากกานที่ได้อ่าน BECK การ์ตูนที่เพื่อนฟิมล์แนะนำให้อ่าน  วันนี้ก็เช่นเดียวกัน ผมเลยใช้เวลาส่วนตัวบนพื้นไม่ถึง 1 ตารางเมตร กับเวลาส่วนใจ นั่งคิด นั่งเพ้อ ไปเรื่อยๆ บางทีก็แอบไปคุยกับตัวเองบ้าง ภาพในห้วงความคิดที่ผุดขึ้นมาไม่หยุดและสร้างการเคลื่อนไหวเล็กๆบนกล้ามเนื้อส่วนแก้ม และมุมปากของข้าพเจ้าก็คือ ภาพบรรยากาศวันขึ้นดอยที่เพิ่งผ่านไปเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมานี่เอง 
               รู้สึกตัวราวๆ เจ็ดโมงครึ่ง ข้าพเจ้ารีบมองไปทางประตูหลังระเบียง โอวววว ท้องฟ้าสีฟ้าสมกับชื่ออวัยวะส่วนท้องของมัน โชคดี อย่างน้อยฝนก็ยังไม่ตกตอนขาขึ้นดอย  ประสาทส่วนหูเริ่มตื่นตัว กระดูกทั่ง โกลน เริ่มส่งข้อมูลไปยังสมอง  แปลออกมาเป็นเสียงน้ำไหล อ่อ เพื่อนฟิมล์กำลังอาบน้ำอยู่ ด้วยการประเมิณคร่าวๆ วันนี้คงไม่สาย ผมรีบอาบน้ำแต่งตัว หยิบเสื้อ shop ขึ้นมาใส่ ด้วยความดีใจระดับเด็กได้ของเล่นใหม่ ก็มันมีโอกาสกันบ่อยๆที่ไหนล่ะ แล้วก็หยิบกล้องถ่ายรูปของน้องสาวติดมือไปด้วย เพราะเชื่อว่า memory ของสมองคงเก็บภาพตกๆหล่นๆ จึงต้องใช้กล้องเป็นตัวช่วยเก็บมันขึ้นมา  เช้านี้ผมกับไอ่ฟิมล์พยามทำตัวให้เหมือนเด็ก มช ที่สุด เราจึงไปกินข้าวกันที่ อมช. จากนั้นเราจึงเริ่มกระบวนการ test ตัวเองขึ้นมา โดยการเดินจาก อมช ไปหน้ามอ ก็ถ้าแค่นี้ยังขี้เกียจ ก็คงไม่ต้องเดินกันแล้วล่ะ  และ result ก็คือ เราเดินไปหน้ามอ โดยยังไม่มีอาหารเหนื่อยให้เห็น  ผมใช้เวลาประมาณเกือบๆ ชั่วโมงเตร็ดเตร่อยู่หน้ามอ เมื่อไม่เห็นเพื่อนรุ่นเดียวกันข้ากับ ไอ่ฟิมล์สหายเอกจึงตัดสินใจกรีฑาทััพกันเพียงสองคน   
                  โอ้วววววววว!!!!  ขาแทบหลุด  สังขารไม่เที่ยง ไม่ก็สภาพร่างกายย่ำแย่ ไม่ว่าจะเหตุผลอันใด ผมเมื่อยไปหมด ไอ่เหนื่อยนี่ไม่เท่าไหร่ระดับการหายใจยังปกติ และในที่สุดข้าพเจ้าก็ไปถึงยังจุดสุดยอดดอยจนได้หลังจากถึงจุดหมายสิ่งหนึ่งที่ข้าพเจ้าได้เรียนรู้จากการเดินขึ้นครั้งนี้ก็คือ "บางครั้งระหว่างทางสุดยอดกว่า  จุดหมายเสียอีก "บนดอยค่อนข้างน่าเบื่อ แถมฝนตกหนักน่าสงสารน้องปีหนึ่ง มันต้องตากฝน ก็ถือว่าซวยไปละกัน แต่เชื่อเถอะน้องเอ๊ยยยยย... มันจะเป็นเรื่องที่ถูกเล่า ด้วยใบหน้าที่มีความสุขในวันหนึ่ง  
                    ต่อไปนี้ ถือได้ว่าเป็นช่วงที่ สนุกและ มัน ที่สุด ของวัน แต่ทำไมน้าาา...... มันกลับบรรยายไม่ถูก เอาเป็นว่าข้าพเจ้าจะลองบรรยายอย่างเต็มที่ด้วยศัพท์ที่ดีที่สุดที่จะนึกได้  ฝนตกหนักข้าพเจ้าแหละเหล่าผองพื่อนเข้าไปหลยฝนในศาลาหลังเล็กๆที่บรรจุคนในระดับที่แน่น ตอนนี้พวกมัน เริ่ม ปากหมา และ แซวสาวๆรอบข้าง ขอบอกตรงนี้เลยว่า ข้าพเจ้าไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง มันใกล้เกินไป ไม่กล้าว่ะ   ฝนหยุดตกเป็นระยะ พวกเราเริ่มเดินลงไปยังรถปิ๊กอัพ ซื้อ beer  น้ำแข็ง  พร้อมลุย !!!  ระหว่างลง พวกเรา  ปากหมา  ถ่อย และ กักขฬะ  กันเป็นระยะๆ ทุกคำพูดจาช่างเต็มไปด้วยความคึกคะนองเจือความสร้างสรรค์  พวกเราใช้อวัยวะส่วนปากและตากันอย่างหนักหน่วง ใครได้พบเห็นก็คงรู้สึกหน่วงๆ     รถปิ๊กอัพ ขับๆ จอดๆ ด้วยระบบสั่งการด้วยเสียงจากพวกเราราวกับกลัวว่าวันนี้จะจบลงหลังจากที่เราถึงตีนดอย  แต่ในที่สุดต่อให้ ขับๆ จอดๆ ยังไงมันก็ถึงเข้าจนได้ พวกเราร่ำลากัน ข้าพเจ้ากับไอ่ฟิมล์ แวะเข้าไปนั่งเล่นหน้า major ไฟฟ้า กันอีกพักหนึ่ง แล้วจึง กินข้าวกินปลา อาบน้ำอาบท่า นั่นหมายถึงวันนี้ได้ผ่านไปและจะไม่หวนกลับมาอีกต่อไป

edit @ 12 Jul 2011 19:28:47 by ghostwriter

Comment

Comment:

Tweet

^^ บรรยากาศข้างบนน่าจะดีนะครับbig smile big smile big smile