posted on 18 Oct 2009 15:49 by ghostwriter
กฏทุกกฏมีข้อยกเว้นเสมอ คืนนั้นผมเชื่อเลยว่ามันเป็นความจิง หลังจากที่ผม ไอ่แอ็ค ไอ่เบ นั่งดื่มกันมาตั้งแต่ค่ำๆ จนเข็มสั้นบน นาฬิกา [อุปกรณ์บอกเวลาสมมุติ ที่มนุษย์สร้างขึ้นเพื่ออ้างอิง และใช้ผุกมัดตัวเองเข้ากับหน้าที่การงานและ กฏต่างๆ] เดินมาถึง เลข 10 ผ่านไป 3-4 ชั่วโมงแล้วหรอไวจัง ทำไมความจริงมันสวนทางกับสามัญสำนึกของผม ก็ทุกๆครั้งที่ผมมองน้องคนนั้นมันเหมือนเวลาจะหยุดเดินด้วยซ้ำ ต้องใช่สิ!! มันหยุดเดินจริงๆนะ ผมอุปโลกตัวเองเป็นผู้คุมกฏทันทีเมื่อเห็นว่าการร่ำสุราในขณะนี้พวกเรากำลังหลงประเด็น ผมเชื่อว่าชีวิตที่สมบูรณ์ควรดำรงอยู่บนปรัชญา และมีกฏคอยควบคุมความต้องการของตัวเองเป็นครั้งคราว 'มันน่าจะใช้ได้สิ ไม่เว้นแม้กระทั่งที่ร้านเหล้า'
Neu : พอเหอะ เชื่อกู ถามตัวเองก่อนเรามาที่นี่เพื่ออะไร
ไอ่เบ : จิงว่ะ เหล้าเหลือเก็บไว้ได้ น้องเค้าไม่ได้เดินมาแถวนี้แล้ว ถ้าเดินมาบ่อยๆ ก็ว่าไปอย่าง
Ackung : ...................
ผมตัดสินใจ คว้า หงส์ทอง [side effect จากการเที่ยวยามราตรีหลายครั้งต่อสัปดาห์] ขวดนั้น ซึ่งเป็นขวดที่มีลักษณะ แบนๆ มาไว้ในมือ 'พอเลยๆ วันนี้ไม่เวิ้กแล้ว' จังหวะนั้นผมแน่วแน่ต่อความรู้สึกและปรัชญาของตัวเองมาก คิดในใจว่ายังไงก็ไม่ยอมปล่อยสิ่งที่อยู่ในมือเด็ดขาด ผมมาที่นี่ด้วยเหตุผล เหตุผลที่ผมสร้างขึ้นมาเพื่อตอบความไม่มีเหตุผลของตัวเอง มันไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าการมานั่งดูเด็กเสิพในร้าน ฟังดูไร้เหตุผลจริงๆ แต่น้องคนนั้นก็เป็นสาเหตุที่ทำให้ ในช่วงนี้กลุ่มของพวกเราเกาะตัวกันอย่างแน่นหนายิ่งกว่าพันธะโควาเลนต์น้องคนนั้นเป็นเหตุผลของรอยยิ้มแบบไร้สาเหตุบนใบหน้าผมในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ ตกลงทั้งหมดนี้มันมีเหตุผลหรือไม่มีกันแน่ ผมชักไม่แน่ใจ เฮ้อ...การดื่มสุราทำให้ความสามารถในการใช้ตรรกลดลง กลับจากมิติแห่งความคิดสู่มิติความจริง ไอ่แอ็คกำลังทำหน้าที่เจรจาต่อรอง เช่น 'ขอจบเพลงนี้ก่อน' 'น้ำแข็งเหลือ' 'อีกแป๊บดิจาหมดแก้วแล้ว' และอีกมากมาย จนผมอดคิดไม่ได้ว่าสมัยประถมมันเคยเป็นยุวฑูตfanta หรือเปล่า รู้ตัวอีกที เราทั้ง 3คน ก็ร่วมกันใช้ชีวิตบนวิถี MOSO โดยการใช้น้ำแข็งที่เหลืออยู่ และน้ำเปล่า ที่มาจากการละลายของน้ำแข็งในถังจัดการหงส์ทองจนอันตธานไปสิ้น ด้วยความครื้นเครงจาก เคมีของแอลกอฮอล์ในเลือดทำปฏิกริยากับความถี่ของเสียง saxophone ในร้าน [ที่ต้องเขียนเต็มๆเพราะกลัวมีคนอ่านผิด] ทำให้ ครึ่งชั่วโมงสุดท้ายในร้านนั้นรู้สึกสนุกกว่า 3-4 ชั่วโมงแรกมากๆ อ่าวนี่ถ้าเราดึงดันจาคุมกฏก็คงไม่ได้สัมผัสบรรยากาศดีๆ สนุกๆ แบบนี้ อย่างว่าเพื่อนกันทั้งนั้น เพื่อนมัน want ก็ยอมมันไปไม่ต้องพิจรณาอะไรมาก ชั่วโมงนั้นทำให้ผมเข้าใจแล้วว่า 'กฏทุกกฏมีข้อยกเว้นเสมอ' แล้วคำพูดนี้ล่ะเป็นกฏด้วยหรือเปล่า ถ้าใช่ ตัวมันเองที่เป็นกฏก็ต้องมีข้อยกเว้น ซึ่งก็หมายความว่า บางทีก็มีกฏบางข้อก็ไม่มีข้อยกเว้น ถ้าจะพูดเรื่องนี้ต่อยาวแน่ๆ เลยตัดสินใจจบ......การพิมพ์แต่เพียงเท่านี้
edit @ 19 Oct 2009 00:26:12 by ghostwriter
posted on 20 Sep 2009 23:04 by ghostwriter
เช้านี้หยิบ a day ขึ้นมาอ่าน และต้องรีบอ่านให้จบเพราะเล่มนี้ยืมมาจากห้องสมุดประชาชน ต้องคืนพรุ่งนี้แล้ว concept เล่มนี้ เกี่ยวกับถนนข้าวสาร ซึ่ง issued ตอนที่เราทำงาน อยู่ที่ site เลยไม่มีเวลาหามาอ่าน สองมือคอยปะคอง a day ไว้ สายตากวาดไปบนหน้ากระดาษด้วยความรวดเร็ว แต่ก็ไม่วายคอยเหลือบไปดู กิจการเล็กๆของตัวเองที่กำลังโตวันโตคืน ใน facebook..... ใช่ครับ มันคือเกม Restaurant City ณ วินาทีนั้นเราได้เห็นสัจธรรมบางอย่างว่าอาการเสพติด ไม่ได้เกิดเฉพาะกับ ยา เสมอไป
สิ่งที่ชอบในเล่มนี้ก็คงเป็นบทสัมภาษณ์ของ 'อัลวาโร' ชาว สเปน ที่ขี่จักรยานไปทั่วโลก เขาเป็นคนที่พูดถึงความฝันได้อย่างน่าฟังซึ่งไม่ได้ แฝงไปด้วยความเชื่อมั่นที่แรงกล้าอะไรแต่ก็ไม่ได้กลัวหรือเสียดายแต่ละห้วงเวลาที่ใช้ไปกับมันแม้แต่น้อย และจากบทความที่อ่าน เราสัมผัสได้ถึง ความอิสระในชีวิตที่เขาคนนั้นมี ตอนนั้นรู้สึกร้อนที่ตาขึ้นมาทันที แอบอิจฉาเล็กๆที่คนๆหนึ่งมีอาชีพการงานที่ดี กล้าตัดสินใจทิ้งมันมาและทำในสิ่งที่ตัวเองต้องการ โดยที่เดาไม่ได้เลยว่าจะมีอะไรรออยู่ข้างหน้า...............ทำให้นึกไปถึงบทความใน a day อีกเล่มหนึ่ง(นี่ผมไม่ได้อาไรจากการกล่าวอ้างถึง หนังสือเล่มนี้เลยจริงๆ) ในส่วนท้ายๆของเล่ม ชื่อคอลัมน์ อะไรสอนพี่สอนน้อง นี่แหละ (ความจริงจำได้แต่กลัวจะโดนว่าไม่ขออนุญาต) พูดถึงนักโทษคนหนึ่งที่เขียนจดหมายมาถึง สำนักพิมพ์ a month (ขอเลี่ยงเอาเป็นว่ารู้กัน) เขาเล่าให้ฟังถึงกิจกรรมที่ได้ทำในเรือนจำ เช่นการเขียนแบบ และอีกมากมายสารภาพว่าลืมครับ สัญญาไม่เที่ยงจริงๆ และที่สำคัญความรู้สึกที่อ่าน มันคล้ายๆกับตอนที่อ่านบทสัมภาษณ์ 'อัลวาโร' ทำไมนักโทษคนนึงถึงสามารถเขียนจดหมายที่ให้ความรู้สึกอิสระได้ขนาดนี้ออกมา ชักไม่แน่ใจว่าใครกันแน่ที่ถูกจองจำ ชีวิตพี่ได้ทำอะไรๆเยอะกว่าคนที่อยู่ข้างนอกบางคนอีก นี่ถ้า ไมเคิล สกอร์ฟิลด์ มาอยู่เรือนจำนี้คงไม่ต้องมีการ Prison Break แน่ๆ
edit @ 20 Sep 2009 23:41:22 by ghostwriter
edit @ 20 Sep 2009 23:44:25 by ghostwriter
edit @ 28 Sep 2009 02:44:23 by ghostwriter
edit @ 19 Oct 2009 00:32:03 by ghostwriter
posted on 14 Sep 2009 23:38 by ghostwriter
บางที ความขาดแคลน ก็ทำให้คนเราต้องดิ้นรนเพื่อหาทางออก ใหม่ๆ บางทีทางสายใหม่ที่ว่านี้ก็ดูจะเข้าท่าไม่แพ้ทางสายเดิมที่เคยชินและคิดว่าดีด้วยซ้ำ หลายวัน ไม่สิ 2-3 วันที่ผ่านมา ที่เปลี่ยนจากต้องไปอ่านหนังสือที่ Mo'C มาเป็นร้านกาแฟ ใกล้ๆหอที่ราคาถูกว่าครึ่งๆ ไม่ติดแอร์ บรรยากาศที่ไม่ชิน แล้วก็หาเหตุผลที่ดูดีให้ตัวเองว่า อรรถประโยชน์มันสูงกว่า (เอารสชาตตั้งแล้วหารด้วยราคา) สรุปแล้วเงินก็คือปัจจัยหลักที่ทำให้ผมต้องเปลี่ยนพฤติกรรมนั่นแหละ แต่อย่างที่บอก การเปลี่ยนแปลงใช่ว่าจะแย่เสมอไป
ที่นี่มีสิ่งที่ทำให้อิ่มไม่แพ้การดื่มกาแฟขมๆหวานๆ ก็คือ อาหารตา(ร้านนี้เช่าพื้นที่ในส่วนหอพักหญิง) จุดเด่นของสาวที่นี่คือพวกเธอมีดีกรีความสวยอยู่ในระดับที่บุรุษสามารถจับต้องได้ พูดตรงๆก็คือ ถ้าจะจีบก็มีลุ้น หรือถ้าจะให้อุปมาอุปไม ก็คือ พวกเธอไม่ใช้ น้องเต้ย จรินพร
ที่นี่ผมได้พบกับ Homo Sapien เพศเมียคนหนึ่ง เราไม่รู้จักกัน ไม่เคยคุยกัน แต่เห็นหน้ากันตลอด 3 วันและเราอ่านหนังสือจนร้านปิดเหมือนกัน ถึงไม่ได้อยากรู้ แต่ผมก็รู้ว่าเธอมีแฟนแล้ว เธอหน้าตาหมวยๆ ดูดี สาเหตุที่เธอเข้ามาในสมองของผมคงเป็นเพราะครั้งแรกที่ผมเจอเธอ เธอสวมชุดแซก สีแดง บอกตรงๆว่าเจ็บตา เพราะชุดแซกของเธอมันเตะเข้าอย่างจัง อีกอย่างผมไม่ค่อยชินกับผู้หญิงที่สูบบุหรี่ในพื้นที่ที่ไม่ใช่ร้านเหล้า วันนี้เธอสั่งนมเย็น สงสัยจังว่านมเธอจะเย็นเหมือนนมที่สั่งมั้ย ไม่น่าใช่ก็ Homo Sapien เป็นสัตว์เลือดอุ่นนี่นา...
edit @ 15 Sep 2009 01:03:45 by ghostwriter
edit @ 15 Sep 2009 12:50:47 by ghostwriter
edit @ 19 Oct 2009 22:07:09 by ghostwriter