เมื่อเช้าผม ฝัน   ........ผมตื่นเวลาตีห้า ตามเวลาที่ตั้งปลุกที่ตั้งไว้เหมือนเช่นทุกวัน แต่วันนี้ต่างออกไปร่างกายรอ่อนเพลีย เหมือนกับที่หัวใจกำลังเป็นอยู่  ผมไม่พูดพร่ำทำเพลงตัดสินใจในทันทีว่าจะลางานครึ่งวัน ถึงจะเจ็บแค่ไหนแต่ผมก็ยังมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบ คิดได้ดังนั้นสมองและอวัยวะส่วนต่างๆในร่างกายก็แสดงให้ผมเห็นว่าพวกมันทำงานร่วมกันได้ดีแค่ไหน  เมื่อล้มตัวลงนอนต่อ   ผมจึงฝัน ฝันถึง เธออออ....เธอคนที่เพิ่งจากไป  
 
 
                    เธอค่อยๆ ยื่นหน้าเข้ามาใกล้ๆ.....เรียกชื่อผมด้วยสรรพนามที่เธอใช้อยู่บ่อยๆ และพร้อมกับพูดว่า ตื่นได้แล้วเดี๋ยวก็ไปทำงานสายหรอก............!!!! ผมตื่นในฝัน เห็นใบหน้าของเธอยิ้มมา รอยยิ้มที่คุ้นตา
 
 
             ในความเป็นจริงผมแทบจะลืมตาในทันที  โอววววว ผมฝัน    ไม่รู้ว่าเป็นเรื่องดีหรือไม่ที่เวลาผมเจออะไรแปลกๆผมมักจะถามตัวเองว่านี่มันความจริงหรือความฝันเพราะเหตุนี้ผมจึงไม่ค่อยนอนฝันร้ายและฝันดีอย่างสมบูรณ์เท่าไรนัก  เช้านี้ผมพลาดกับการลิ้มรสฝันดี    ผมคงคิดถึงเธอมากไป   รีบมองไปที่นาฬิกาปลุกมันบอกเวลาแปดโมงเช้า ผมรีบลุกขึ้นจากเตียงเพื่อโทรไปลางานกับทางแผนก
 
 
             ความฝันของคุณคืออะไร ????
             Ans ====>  เรียนเก่งๆ ได้เกรดสูงๆ จบมาจะได้มีหน้าที่การงานที่ดีๆ แล้วสร้างครอบครัวที่มีความสุข ณ ช่วงอายุหนึ่งผมว่าคนส่วนใหญ่คิดแบบนี้  โดยส่วนตัวผมว่านั่นไม่ใช่ความฝัน ผมว่ามันคือความจริงที่มีโอกาสเป็นไปได้ แต่ถึงจะบอกว่ามีโอกาสเป็นไปได้แต่มันก็ไม่ง่าย  ถ้าอย่างนั้นสิ่งที่เรียกว่าความฝันควรจะมีคุณลักษณะ แบบไหน ลองวิเคราะห์กันดู
                     1. มีความเป็นไปได้ต่ำ แทบจะเป็นไปไม่ได้ หรือ เป็นไปไม่ได้เลย
                     2. ไม่ได้เกิดขึ้นกับทุกคนบนโลกบ่อยๆ
                     3. ต้องใช้ความพยายามสูง
                     4. มีระยะเวลาที่ยาวนานมาเกี่ยวข้อง
              และ 5. ยังไม่เคยเกิดขึ้นกับคนๆนั้น
 
ผมนึกไม่ออกแล้วล่ะ แต่ก็ยังสงสัยอยู่ดี ว่าสิ่งที่เรียกว่าความฝันแท้จริงแล้วควรจะมีคุณลักษณะแบบไหนกันแ่น่   ขอพักไว้ตรงนี้ก่อน
 
            เมือหนึ่งความฝันหลุดลอย
            ผมมีสิ่งที่เรียกว่า ความฝัน อยู่พอสมควรที่กล้าพูดแบบนี้ นั่นก็เพราะ ผมค่อนข้างให้น้ำหนักไปกับคุณลักษณะที่ว่า มันยังไม่เคยเกิดขึ้น  เคยมีคนถามผมว่าตั้งแต่เกิดมามีเรื่องที่ภูมิใจบ้างมั้ย ผมใช้เวลาคิดครู่หนึ่งแล้วก็ตอบไปว่า ไม่มี ตอนนั้นเหตุผลก็คือ ผมไม่เคยดีใจแบบสุดๆ กับเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นในชีวิตแม้แต่ครั้งเดียว ฟังดูเศร้าๆแต่จริงนั่นก็เพราะ เรื่องที่คนอื่นๆ มองว่าประสบความสำเร็จ มันก็แค่ ความจริงที่มีโอกาสเกิดขึ้นหรือเป็นไปได้เท่านั้นเอง สิ่งที่ผมเรียกว่าเป็นความฝันมันยังไม่เคยเป็นจริง  และที่น่าเศร้ากว่านั้น เมื่อวาน อีกหนึ่งควาฝันก็ได้หลุึดลอยไป มันเจ็บและเศร้าแบบสุดๆ ถึงเราจะจากกันด้วยดี แต่มันก็เศร้าเกินบรรยายมีหลายอย่างที่ผมสงสัยว่าทำไมมันเป็นแบบนี้ มีแต่ทำไม...ทำไม... ทำไม ....เต็มไปหมด และแล้ว  เธอ   ก็กลายเป็น ความฝันโดยสมบูรณ์แบบ
 
           ทางเลือก
            ในกรณีเช่นนี้ ผมว่าทางเลือกมันมีไม่มาก เจ็บ ล้ม นอนพักจนหาย  รีบหายเจ็บ (โอ้วววว  ทำได้ก็เมพ ขิงๆแล้วล่ะครับ)   หรือ ลุกเดินต่อทั้งที่เจ็บ   ผมพยามกลั้นใจเลือกข้อสุดท้าย ความเสียใจ ความเศร้ายังคงอยู่ แต่เธอคงไม่ต้องการให้ผมจมอยู่กับมัน ผมไม่รู้ว่าอีกนานแค่ไหนกว่าจะหาย ดังนั้นการลุกเดินต่อน่าจะเป็นคำตอบที่สมเหตุสมผล ผมรู้ตัวดีว่าสมองผมมันมั่วไปหมด ไร้ซึ่งระบบระเบียบ หน่วง  ฟุ้งซ่านและเพ้อเจ้อ ดังนั้นผมจึง ครีเอตตารางชีวิตขึ้นมา เมื่อก่อนผมเกลียดมันมาก ไม่นึกว่าในภาวะเช่นนี้มันจะช่วยได้ อย่างน้อยถ้าเราคิดอะไรไม่ออกก็ทำทุกอย่างไปตาม  routine นั้นๆ ถึงจะเศร้าจะเจ็บแต่การเดินบน routine มันก็ยังนำตัวเองไปสู่ความฝั้นที่ยังเหลืออยู่ (special thanks to fb มา ณ ที่นี้ด้วย สำหรับพื้นที่ของ Routine ก็ผมเข้ามันบ่อยกว่าที่นี่นี่นา)    ใช่สิ !!! ผมจะมัวเจ็บ มัวเศร้าอยู่ได้ยังไง ถ้าหนึ่งฝันหลุดลอย เรายิ่งต้องจริงจังกับฝันที่เหลืออยู่เพื่อเติมเต็มสิ่งที่ขาดหาย ถ้าไม่ก้าวไปข้างหน้าความฝันที่ยังเหลืออยู่ก็อาจหลุดลอยตามๆกันไป อย่างนั้นแล้วชีวิตนี้จะเหลืออะไร นอกจากความจริงล่ะ ????
 

edit @ 30 Oct 2011 00:50:14 by ghostwriter

edit @ 30 Oct 2011 09:01:01 by ghostwriter

edit @ 30 Oct 2011 21:54:18 by ghostwriter

edit @ 20 Nov 2011 11:08:29 by ghostwriter

ทุกข์ไม่จบไม่สิ้น Sep 11th '2011

posted on 11 Sep 2011 19:48 by ghostwriter
      ถือได้ว่าหนังสือ 'อัจฉริยะสร้างสุข' เป็นหนังสือที่ดีจริงๆ ผมหยิบหนังสือเล่มนี้มาอ่านเพราะมีทุกข์ด้วยหวังว่าอัจฉริยะจะสร้างสุขเพื่อลบล้างความทุกข์ให้หายไปก็แค่ความคาดหวังของมนุษย์เดินดิน ข้อความ ข้อมูล ข้อดี ข้อคิดต่างๆ ที่ผมได้ัรับจากการอ่านหนังสือเล่มนี้ทำให้ผมต้องมาทบทวนถึงความสมเหตุสมผลและความน่าเชื่อถือของเนื้อหา   มันคงทำได้ไม่หมดในทุกๆเรื่อง แต่ผมก็จะเลือกเรื่องที่ตัวเองรู้สึกสนใจ แปลกใหม่ หรือไม่เคยได้ยินมาก่อนมาบันทึก ซึ่งเรื่องราวที่เลือกมาบันทึกในครั้งนี้มันเป็นเรื่องเกี่ยวกับ
                                                  กฏแห่งความเป็นมนุษย์
ถึงจะถูกบอกว่าเป็น กฏ และถูกคิดค้นโดย ศาตราจารย์ที่เก่งกาจ ผมก็ยังไม่ได้ปักใจเชื่อซะทีเดียว มันควรจะถูกตรวจสอบซะก่อน ดังนี้
             กฏข้อที่# 1. คุณจะได้เรียนรู้บทเรียนของชีวิต
             แน่นอนล่ะ สำหรับข้อนี้ 
             กฏข้อที่# 2. ในโลกนี้ไม่มีคำว่าผิดพลาด แต่จะมีเพียงบทเรียนของชีวิต
             บอกตรงๆว่า ไม่ง่ายเลย มันขึ้นอยู่กับทัศนคติของแต่ละบุคคลด้วยซึ่งสิ่งนี้แต่ละบุคคลมีความแตกต่างกันความเปราะบางมีไม่เท่ากัน และบางครั้งแม้เราจะไม่ได้รู้สึกว่ามันเป็นข้อผิดพลาดอะไรก็ตาม ก็อาจจะมีคนอื่นๆมาย้ำหัวตะปูเราว่า 'You false !!!' 
             กฏข้อที่# 3. บทเรียนจะถูกส่งมาซ้ำแล้วซ้ำอีกจนกว่าเราจะเข้าใจมันดี
             ข้อนี้น่าสนใจนะครับทำให้รู้สึกว่าจักรวาลก็มีสติปัญญาเป็นของตัวเองและจะตัดสินใจเองว่าควรจะส่งบทเรียนมาสู่พวกเรา ณ ช่วงเวลาใดหรือถ้าไม่อยากคิดอะไรให้มันแฟนตาซีมากกฏ้อนี้ก็บอกกลายๆว่า เรามันเป็นคนที่ไม่รู้จักปรับปรุง ทำผิดซ้ำแล้วซ้ำอีก ในบางครั้งบทเรียนที่มีค่าก็ไม่ได้ถูกส่งมาบ่อยๆด้วยสิ  ซ้ำในบางคราวบทเรียนบางอย่าง กว่าจะวนกลับมาทดสอบเราอีกครั้งมันก็อาจจะนานเกินไปจนทำให้เราเผลอตัดสินตัวเองไปซะแล้ว
             กฏข้อที่# 4. ถ้าคุณไ่ม่ยอมเรียนรู้บทเรียนง่ายๆ บทเรียนนั้นจะเริ่มยากขึ้นเรื่อยๆ ( ความเจ็บปวดเป็นวิีหนึ่ง ที่จักรวาลใช้เรียกร้องความสนใจจากเรา)
              น่าสนใจอีกแล้วครับกฏข้อนี้ ซึ่งมันมีเค้าความจริงอยู่นั่นแหละ มันก็เหมือนกับเวลาที่เราทำคะแนนได้ไม่ดีตอนสอบ mid term เราก็ต้องมาเหนื่อยตอนสอบ final แล้วที่บอกว่าความเจ็บปวดเป็นวิธีเรียกร้องความสนใจ ของจักรวาลนั้นถ้าเป็นเรื่องจริงนั่นแปลว่า จักรวาลค่อนข้างนิยมความซาดิสม์ในขั้นรุนแรง สังเกตุได้จาก สงครามโลกทั้งสอครั้ง   การล่มสลายของกรุงศรีอยุธยาถึงสองครั้ง สงครามเวียดนาม สงครามครูเสด  etc
            กฏข้อที่# 5. คุณจะรู้ว่าคุณเข้าใจบทเรียนนั้นแล้ว เมื่อพฤติกรรมของคุึณเปลี่ยนไป
            ข้อนี้จริงแท้เป็นที่สุด แต่ผมกับมีเทคนิคแนะนำเพิ่มเติม บางครั้งผมมักจะไม่รอให้ตัวเองคิดได้เองจากใจ หรือต้องรอให้ตัวเองเจ็บจนเข้าใจบทเรียนนั้นๆ ผมมักจะข้ามชอตไปเลย ผมมักเรียนมันว่า 'การตอบสนองที่เหนือความคาดหมาย' หลายครั้งที่เกิดเรื่องราวไม่เป็นไปดั่งใจทั้งทีีผมควรจะร้องตีโพยตีพาย บ่น หรืออารมณ์เสีย ผมกลับหัวเราะออกไป แล้วก็พูดออกมาว่า เจ๋งว่ะ เยี่ยม ขอบใจมาก หลายๆครั้งที่ฉุกใจคิดถึงวิธีนี้แล้วลองแสดงการตอบสนองที่คาดไม่ถึงออกไป ผลที่ได้ก็คือมันมีเรื่องดีๆเกิดขึ้นจริงๆ ทั้งที่ก่อนหน้านั้นดูแล้วมันไม่น่าจะเป็นเหตุการณ์ที่จะเกิดเรื่องดีๆขึ้นเลยด้วยซ้ำ

edit @ 11 Sep 2011 21:30:10 by ghostwriter

edit @ 11 Sep 2011 21:31:32 by ghostwriter

edit @ 13 Sep 2011 21:12:12 by ghostwriter

edit @ 28 Oct 2011 22:58:53 by ghostwriter

ทุกข์ Sep 6th '2011

posted on 06 Sep 2011 20:19 by ghostwriter
          ถึงผมจะใช้ theme ว่า 'ทุกข์' เป็น theme ของการเขียน diary แต่ไม่ได้แปลว่าชีวิตผมจะมีความทุกข์อะไรเป็นที่หนักอกหนักใจ ทนไม่ได้ ระทม อะไรแบบนั้น เรื่องของเรื่องก็คือ โชคดีที่ผมมันเป็นคนประเภท "กลืนน้ำลายตัวเอง" ถ้าเคยพูดอะไรไว้ พอเวลาผ่านไป เรารู้แล้วว่า มันไม่ใช่อย่างที่เราได้ลั่นวาจาไว้ ผมก็พร้อมที่จะขอโทษ และเห็นด้วยกับความคิดนั้นๆ  ถ้าจะให้พูด ตอนนี้ผมน้ำลายเต็มท้อง เหนียวคอไปหมดแล้ว แต่ก็ไม่เห็นจะเป็นอะไร น้ำลายก็น้ำลายเราเอง กลืนลงไปก็ไม่น่าจะมีปัญหาอยู่แล้ว 
            หนังสือเรื่อง "อัจฉริยะสร้างสุข" เป็นหนังสือที่ผม เคยรู้สึก Anti มาก่อน ทั้งที่ ผมก็รู้สึกดีกับหนังสือ "อัจฉริยะสร้างได้" ของผู้เขียนคนเดียวกัน ครั้งแรกตอนที่เห็นหนังสือ "อัจฉริยะสร้างสุข" ผมกับมีความรู้สึกว่าไอ่พวกคนเก่งๆ นี่มันแบบนี้กันหมดเลยหรอ ติดสุข รู้มั้ยนั่นว่าความสุขมันก็ไม่เที่ยง จะสร้างทำไม สร้างมาเดี๋ยวมันก็หายไป  มันต้องไม่เอาสุขสิ  ทุกข์ก็ไม่เอา โอยยยยย.....มานึกๆดู ผมมันขวางโลกเกินไปละ ผมมันก็แค่เด็กอวดดีจำขี้ปากเค้ามาพูด ทำแบบที่พูดได้ที่ไหน  ดังนั้น เมื่อเวลาล่วงเลยไป บวกกับช่วงนี้ ผมมีความรู้สึกอย่างเรียนต่อโท อย่างแรงกล้าผมเลยรู้สึกว่า หนังสือของ หนูดี น่าจะช่วยสร้างมุมมองและแนวทางที่ดี เพราะผมก็ประทับใจอะไรหลายๆอย่างในหนังสือ "อัจฉริยะสร้างได้" ของเธอมาก่อน
          หนังสือเล่มนี้ พูดถึง ทุกข์ ในมุมมองที่น่าสนใจ ก็อย่างที่รู้ๆกันมันไม่มีอะไรที่ ดีทั้งหมด และเลวไปทั้งหมด ความทุกข์ก็เช่นกัน มันสอนอะไรเรามากมาย สอนให้สมองรับรู้และจดจำความเจ็บปวด เพื่อไม่ให้เดินทางนั้นซ้ำๆ ดังนั้นไม่ต้องแปลกใจเลยว่าทำไมความทรงจำเลวร้ายมักยากที่จะลืม แต่แน่ล่ะการมกมุ่น การจมอยู่กับมันย่อมไม่ใช่เรื่องดีและ มีผลเสียกับร่างกายมากมาย แต่จะทำยังไงล่ะเพื่อไม่ให้ทุกข์ในอดีตเข้ามาวุ่นวายในชีวิต นั่นเป็นวิธีการของแต่ละคน   แค่อย่าตกใจ กับความทุกข์ที่ไม่มีวันลืม มันคือธรรมชาติของสมองเรานั่นเอง เหรียญมีสองด้าน ความสุข ก็เช่นเดียวกัน มันอาจทำให้เราอิ่มเอิบไปกับชั่วขณะนาทีนนั้น  แต่สำหรับคนที่ไม่เคยเจอเรื่องหนักๆในชีวิต หรือสุขมาจนเคยตัว เจอะทุกข์เข้าไปสักทีก็อาจเสียสูญได้เหมือนกัน ดังนั้นเรียนรู้จากมัน แล้วใช้มันให้เกิดประโยชน์ มาทำความรู้จักเหรียญทั้งสองด้าน กันดีกว่า วันนึงเมื่อรู้จักกับเหรียญทั้งสองด้านดีแล้ว เราอาจพบว่าจุดที่เราควรจะอยู่มันอาจไม่ใช่ ด้านใดด้านหนึ่ง มันอาจเป็นบริเวณ ขอบของเหรียญ ก็ได้ ใครจะรู้
 
 

edit @ 8 Sep 2011 19:06:28 by ghostwriter

edit @ 8 Sep 2011 19:08:56 by ghostwriter

edit @ 9 Sep 2011 18:44:08 by ghostwriter