กฏแห่งความเป็นมนุษย์

posted on 11 Sep 2011 19:48 by ghostwriter
ผมมีโอกาสได้อ่านหนังสือเล่มหนึ่ง มีชื่อว่า อัจฉริยะสร้างสุข จึงบังเกิดความสนใจที่จะอ่านขึ้นมาและสิ่งที่ผมได้รับจากการอ่านหนังสือเล่มนี้ทำให้ผมต้องมาทบทวนถึงความสมเหตุสมผลและความน่าเชื่อถือของเนื้อหา   มันคงทำได้ไม่หมดในทุกๆเรื่อง แต่ผมก็จะเลือกเรื่องที่ตัวเองรู้สึกสนใจ แปลกใหม่ หรือไม่เคยได้ยินมาก่อนมาบันทึก ซึ่งเรื่องราวที่เลือกมาบันทึกในครั้งนี้มันเป็นเรื่องเกี่ยวกับ
 
                                                  กฏแห่งความเป็นมนุษย์
ถึงจะถูกบอกว่าเป็น กฏ และถูกคิดค้นโดย ศาตราจารย์ที่เก่งกาจ ผมก็ยังไม่ได้ปักใจเชื่อซะทีเดียว มันควรจะถูกตรวจสอบซะก่อน ดังนี้
             กฏข้อที่# 1. คุณจะได้เรียนรู้บทเรียนของชีวิต
             แน่นอนล่ะ สำหรับข้อนี้แม้กระทั่งคนที่พยามจะไม่เรียนรู้อะไรเลยก็ถือว่าเป็นการเรียนรู้แบบหนึ่ง

             กฏข้อที่# 2. ในโลกนี้ไม่มีคำว่าผิดพลาด แต่จะมีเพียงบทเรียนของชีวิต
             สำหรับข้อนี้บอกตรงๆว่า ไม่ง่ายเลย มันขึ้นอยู่กับทัศนคติของแต่ละบุคคลด้วยว่าจะมองเป็นเหลี่ยมของความผิดพลาดหรือบทเรียนซึ่งสิ่งนี้แต่ละบุคคลมีความแตกต่างกันความเปราะบางมีไม่เท่ากัน และบางครั้งแม้เราจะไม่ได้รู้สึกว่ามันเป็นข้อผิดพลาดอะไรก็ตาม ก็อาจจะมีคนอื่นๆมาย้ำหัวตะปูเราว่า 'You false !!!' 

             กฏข้อที่# 3. บทเรียนจะถูกส่งมาซ้ำแล้วซ้ำอีกจนกว่าเราจะเข้าใจมันดี
             ข้อนี้น่าสนใจทีเดียว ทำให้รู้สึกว่าจักรวาลก็มีสติปัญญาเป็นของตัวเองและจะตัดสินใจเองว่าควรจะส่งบทเรียนมาสู่พวกเรา ณ ช่วงเวลาใดหรือถ้าไม่อยากคิดอะไรให้มันแฟนตาซีมากกฏข้อนี้ก็บอกกลายๆว่า เรามันเป็นคนที่ไม่รู้จักปรับปรุง ทำผิดซ้ำแล้วซ้ำอีกและในบางครั้งบทเรียนที่มีค่าก็ไม่ได้ถูกส่งมาบ่อยๆด้วยสิ  ซ้ำในบางคราวบทเรียนบางอย่าง กว่าจะวนกลับมาทดสอบเราอีกครั้งมันก็อาจจะนานเกินไปจนทำให้เราเผลอตัดสินตัวเองไปซะแล้ว

             กฏข้อที่# 4. ถ้าคุณไม่ยอมเรียนรู้บทเรียนง่ายๆ บทเรียนนั้นจะเริ่มยากขึ้นเรื่อยๆ ( ความเจ็บปวดเป็นวิธีหนึ่งที่จักรวาลใช้เรียกร้องความสนใจจากเรา)
              น่าสนใจอีกแล้วครับสำหรับกฏข้อนี้ ซึ่งมันมีเค้าความจริงอยู่นั่นแหละ มันก็เหมือนกับเวลาที่เราทำคะแนนได้ไม่ดีตอนสอบ mid term เราก็ต้องมาเหนื่อยตอนสอบ final แล้วที่บอกว่าความเจ็บปวดเป็นวิธีเรียกร้องความสนใจ ของจักรวาลนั้นถ้าเป็นเรื่องจริงนั่นแปลว่า จักรวาลค่อนข้างนิยมความซาดิสม์ในขั้นรุนแรง สังเกตุได้จาก สงครามโลกทั้งสอครั้ง   การล่มสลายของกรุงศรีอยุธยาถึงสองครั้ง สงครามเวียดนาม สงครามครูเสด  etc

            กฏข้อที่# 5. คุณจะรู้ว่าคุณเข้าใจบทเรียนนั้นแล้ว เมื่อพฤติกรรมของคุึณเปลี่ยนไป
            ข้อนี้จริงแท้เป็นที่สุด คงเคยคุ้นกับคำกล่าวที่ว่า "คุณจะไม่มีวันได้รับอะไรใหม่ๆ จากการตอบสนองต่อสิ่งนั้นๆในรูปแบบเดิม" 
 
กฏแห่งความเป็นมนุษย์ทั้ง 5 ข้อนี้พอลองมาวิเคราะห์ดูดี มันก็เรื่องธรรมดาๆของชีวิตทั้งนั้น แต่ก็ไม่ทุกคนนี้ที่จะมองเห็นเรื่องธรรมดาๆแบบนี้ ชีวิตคือการเรียนรู้ดังกฏข้อที่ 1 การจะรู้จักขวาบางทีก็อาจจะต้องไปทางซ้ายก่อน การจะขึ้นที่สูงบางทีก็ต้องลงไปป้วนเปี้ยนๆแถวที่ต่ำๆ การจะรู้สุขก็ย่อมต้องรู้ทุกข์เป็นธรรมดา

 

    พักหลังๆ มานี่ ผมนอนไม่หลับบนรถรับส่งของบริษัทเหมือนที่ผ่านๆมา  ถึงจะพูดว่า 'พักหลังๆ' แต่มันก็แค่ สองสาม วันนี่เอง ผมตื่นราว 4:45 AM เพียงเพื่อนเล่นกีตาร์ ก่อนอาบน้ำแหละหลัง ช่วงละ 15 นาที นั่นทำให้สมองตื่นตัว จนผมนอนไม่ค่อยหลับ และ เวลาเลิกงาน ใจมานก็จดจ่ออยู่ที่ guitar อยากจะรีบกลับไปเล่นไวๆ ที่คึกคะนองแบบนี้ ส่วนนึงน่าจามาจากกานที่ได้อ่าน BECK การ์ตูนที่เพื่อนฟิมล์แนะนำให้อ่าน  วันนี้ก็เช่นเดียวกัน ผมเลยใช้เวลาส่วนตัวบนพื้นไม่ถึง 1 ตารางเมตร กับเวลาส่วนใจ นั่งคิด นั่งเพ้อ ไปเรื่อยๆ บางทีก็แอบไปคุยกับตัวเองบ้าง ภาพในห้วงความคิดที่ผุดขึ้นมาไม่หยุดและสร้างการเคลื่อนไหวเล็กๆบนกล้ามเนื้อส่วนแก้ม และมุมปากของข้าพเจ้าก็คือ ภาพบรรยากาศวันขึ้นดอยที่เพิ่งผ่านไปเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมานี่เอง 
               รู้สึกตัวราวๆ เจ็ดโมงครึ่ง ข้าพเจ้ารีบมองไปทางประตูหลังระเบียง โอวววว ท้องฟ้าสีฟ้าสมกับชื่ออวัยวะส่วนท้องของมัน โชคดี อย่างน้อยฝนก็ยังไม่ตกตอนขาขึ้นดอย  ประสาทส่วนหูเริ่มตื่นตัว กระดูกทั่ง โกลน เริ่มส่งข้อมูลไปยังสมอง  แปลออกมาเป็นเสียงน้ำไหล อ่อ เพื่อนฟิมล์กำลังอาบน้ำอยู่ ด้วยการประเมิณคร่าวๆ วันนี้คงไม่สาย ผมรีบอาบน้ำแต่งตัว หยิบเสื้อ shop ขึ้นมาใส่ ด้วยความดีใจระดับเด็กได้ของเล่นใหม่ ก็มันมีโอกาสกันบ่อยๆที่ไหนล่ะ แล้วก็หยิบกล้องถ่ายรูปของน้องสาวติดมือไปด้วย เพราะเชื่อว่า memory ของสมองคงเก็บภาพตกๆหล่นๆ จึงต้องใช้กล้องเป็นตัวช่วยเก็บมันขึ้นมา  เช้านี้ผมกับไอ่ฟิมล์พยามทำตัวให้เหมือนเด็ก มช ที่สุด เราจึงไปกินข้าวกันที่ อมช. จากนั้นเราจึงเริ่มกระบวนการ test ตัวเองขึ้นมา โดยการเดินจาก อมช ไปหน้ามอ ก็ถ้าแค่นี้ยังขี้เกียจ ก็คงไม่ต้องเดินกันแล้วล่ะ  และ result ก็คือ เราเดินไปหน้ามอ โดยยังไม่มีอาหารเหนื่อยให้เห็น  ผมใช้เวลาประมาณเกือบๆ ชั่วโมงเตร็ดเตร่อยู่หน้ามอ เมื่อไม่เห็นเพื่อนรุ่นเดียวกันข้ากับ ไอ่ฟิมล์สหายเอกจึงตัดสินใจกรีฑาทััพกันเพียงสองคน   
                  โอ้วววววววว!!!!  ขาแทบหลุด  สังขารไม่เที่ยง ไม่ก็สภาพร่างกายย่ำแย่ ไม่ว่าจะเหตุผลอันใด ผมเมื่อยไปหมด ไอ่เหนื่อยนี่ไม่เท่าไหร่ระดับการหายใจยังปกติ และในที่สุดข้าพเจ้าก็ไปถึงยังจุดสุดยอดดอยจนได้หลังจากถึงจุดหมายสิ่งหนึ่งที่ข้าพเจ้าได้เรียนรู้จากการเดินขึ้นครั้งนี้ก็คือ "บางครั้งระหว่างทางสุดยอดกว่า  จุดหมายเสียอีก "บนดอยค่อนข้างน่าเบื่อ แถมฝนตกหนักน่าสงสารน้องปีหนึ่ง มันต้องตากฝน ก็ถือว่าซวยไปละกัน แต่เชื่อเถอะน้องเอ๊ยยยยย... มันจะเป็นเรื่องที่ถูกเล่า ด้วยใบหน้าที่มีความสุขในวันหนึ่ง  
                    ต่อไปนี้ ถือได้ว่าเป็นช่วงที่ สนุกและ มัน ที่สุด ของวัน แต่ทำไมน้าาา...... มันกลับบรรยายไม่ถูก เอาเป็นว่าข้าพเจ้าจะลองบรรยายอย่างเต็มที่ด้วยศัพท์ที่ดีที่สุดที่จะนึกได้  ฝนตกหนักข้าพเจ้าแหละเหล่าผองพื่อนเข้าไปหลยฝนในศาลาหลังเล็กๆที่บรรจุคนในระดับที่แน่น ตอนนี้พวกมัน เริ่ม ปากหมา และ แซวสาวๆรอบข้าง ขอบอกตรงนี้เลยว่า ข้าพเจ้าไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง มันใกล้เกินไป ไม่กล้าว่ะ   ฝนหยุดตกเป็นระยะ พวกเราเริ่มเดินลงไปยังรถปิ๊กอัพ ซื้อ beer  น้ำแข็ง  พร้อมลุย !!!  ระหว่างลง พวกเรา  ปากหมา  ถ่อย และ กักขฬะ  กันเป็นระยะๆ ทุกคำพูดจาช่างเต็มไปด้วยความคึกคะนองเจือความสร้างสรรค์  พวกเราใช้อวัยวะส่วนปากและตากันอย่างหนักหน่วง ใครได้พบเห็นก็คงรู้สึกหน่วงๆ     รถปิ๊กอัพ ขับๆ จอดๆ ด้วยระบบสั่งการด้วยเสียงจากพวกเราราวกับกลัวว่าวันนี้จะจบลงหลังจากที่เราถึงตีนดอย  แต่ในที่สุดต่อให้ ขับๆ จอดๆ ยังไงมันก็ถึงเข้าจนได้ พวกเราร่ำลากัน ข้าพเจ้ากับไอ่ฟิมล์ แวะเข้าไปนั่งเล่นหน้า major ไฟฟ้า กันอีกพักหนึ่ง แล้วจึง กินข้าวกินปลา อาบน้ำอาบท่า นั่นหมายถึงวันนี้ได้ผ่านไปและจะไม่หวนกลับมาอีกต่อไป

edit @ 12 Jul 2011 19:28:47 by ghostwriter

คงไม่ช้าไป May'17 2011

posted on 17 May 2011 13:16 by ghostwriter
      สองเดือนที่ผ่านมา ข้าพเจ้าเพิ่งเริ่มมีความรู้สึกที่อยากจะเล่น guitar จริงๆจังๆ ตั้งแต่ซื้อเจ้า Yamaha F-310 มาตั้งแต่ ม.6 ก็ไม่เคยรู้สึกว่าเล่นมันได้คุ้มสักครั้ง จนมาช่วงนี้  root cause ของมัน บอกตรงๆไม่แน่ใจนัก แต่น่าจะมีหลายสาเหตุประกอบกัน  สาเหตุแรกมันก็เรื่องเดิมๆ ที่ผู้ชายส่วยใหญ่จับกีตาร์ โดนผู้หญิงหักอก ผมเองก็เช่นกัน hurt มาก ไม่รู้ทำไง จะไปกินเหล้าก็ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น สมองมันคิดถึงแต่เรื่องนี้วนไปวนมา ก็เลยเอา guitar มาจับเพื่อให้สมองมัน focus อยู่ตรงๆนิ้วมือข้างซ้าย  ไปหา scale นิ้วจากเนตมาเล่น ซึ่งสมัยนี้หาง่ายกว่าการจะซื้อน้ำปลาซักขวด มันก็พอช่วยได้ในระดับนึง แต่พอเล่นไปเล่นมา เฮ้ย!!! สนุกว่ะ  เห็นพัฒนาการเล็กๆของตัวเอง เริ่มมีความรู้สึกอยากจะไปไกลกว่านี้   สาเหตุที่สองมันบังเอิญมาก ที่ภาพยนตร์เรื่อง suckseed ห่วยขั้นเทพ มาฉายช่วงนี้พอดี เนื่องจากข้าพเจ้าเป็นคนที่ซึมซับสื่อง่ายอยู่แล้ว มันก็เหมือนกับการเอาน้ำมันไปราดกองเพลิงนั่นแหละ เลยมีความรู้สึกอยากจะมีความฝันเรื่องดนตรีึบ้าง
      ข้าพเจ้าอายุอานามก็ไม่ใช่น้อยๆแล้ว มีคนทักว่า ''มาบ้าเล่นดนตรีอะไรตอนทำงาน ตอนเรียนเวลาว่างเยอะแยะทำไมไม่เล่น''  ก็นั่นสินะ  แต่ข้าพเจ้าไม่ได้สับสน ชอบก็คือชอบ ก็ต้องทุ่มเท ลงไปคลุกคลีกับมัน ส่วนฝันเรื่องดนตรีของข้าพเจ้าไม่ได้ยิ่งใหญ่อะไรก็แค่อยากเล่นให้เก่ง เอาไว้ฟังเอง คำว่า เก่ง ข้าพเจ้าไม่รู้ว่าจะนิยามยังไง หวังว่าวันนึงถ้าเราเก่งขึ้นมา เราจะรู้เอง  ทุกวันนี้ข้าพเจ้าทำงานกินเงินเดือนด้วยความหนักหน่วงเลยก็ว่าได้ บางทีเราก็เจอสิ่งที่ไม่ชอบไม่พอใจ คนที่กวนตีน สิ่งที่เราคิดว่าไม่ถูก ข้าพเจ้าก็ต้องคอยบอกตัวเองว่า ''บางทีเราก็ต้องทนทำในสิ่งที่ไม่ชอบ เพื่อสิ่งที่เราชอบ ''   ฟังดูไร้ซึ่งทางเลือกไปมั้ย ?? แต่ก็นั่นแหละ guitar ที่ข้าพเจ้าอยากได้ มันก็ไม่ใช่ถูกๆ  จะทำไงได้เล่า  
       แอบเสียดายเล็กๆ ที่เพิ่งมาชอบ guitar น่าจะรู้สึกตัวนานกว่านี้ แล้วเรื่องอื่นๆที่ยังทำอยู่ก็ทิ้งไม่ได้ด้วย ชีวิตมันคือศาสตร์แห่งการจัดสรรเวลาจริงๆ เวลาช่างมีจำกัด แต่เชื่อว่า คนที่ให้เรามา เค้าคงคิดว่ามากพอ  และที่เพิ่งมาเริ่มจับ guitar อย่างจริงจัง ตอนนี้ หวังว่า คงไม่ช้าไป